เกี่ยวกับทิพยประกันชีวิต


นโยบาย วัตถุประสงค์ และกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ

กลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ

เศรษฐกิจไทยในปี 2560 เป็นปีที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวชัดเจน โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนหลักจากการส่งออกสินค้าและบริการที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง ครึ่งหลังของปีขณะที่การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง สาหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2561 หน่วยงานภาครัฐคาดว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้ม ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยที่สนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2561 ได้แก่ การฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้นของการลงทุนภาคเอกชน แนวโน้มการขยายตัวในเกณฑ์ดีอย่างต่อเนื่องของสาขาเศรษฐกิจสาคัญๆ และการปรับตัวดีขึ้นของการจ้างงานและฐานรายได้ของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ

ส่วนแนวโน้มธุรกิจประกันชีวิตไทย ปี 2561 บริษัทได้คาดการณ์เบี้ยประกันชีวิตรับรวมของธุรกิจปี 2561 มีอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันชีวิตรับรวมอยู่ที่ ประมาณร้อยละ 7 คิดเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับรวมเท่ากับ 650,389 ล้านบาท สาหรับเบี้ยประกันชีวิตรับปีแรก มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณร้อยละ 10 และอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์อยู่ที่ประมาณร้อยละ 85.1 โดยมีปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตของเบี้ยประกันชีวิต ได้แก่ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มการขยายตัวที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การสนับสนุน มาตรการทางภาษีอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองผู้บริโภคให้มากยิ่งขึ้น และการพัฒนาการให้บริการที่มุ่งเน้นสู่ความเป็นเลิศในทุกๆ ด้าน

เป้าหมายหลักในการดาเนินงานปี 2561 ของบริษัท คือ ยึดมั่นที่จะดาเนินตามวิสัยทัศน์และพันธกิจของบริษัท เพื่อเป็นสถาบันประกันชีวิตชั้นนาของไทยที่มีความ มั่นคงทางการเงินและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้นการขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางพันธมิตรเป็นหลักและใช้กลยุทธ์ให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) พร้อมไปกับการ เปลี่ยนแปลงองค์กรเข้าสู่ยุคดิจิทัล และนาเสนอนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้กับลูกค้า โดยครอบคลุมทั้งการขายและการบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ เปลี่ยนแปลงไป

แผนงานที่สำคัญสาหรับปี2561 สรุปโดยสังขป ดังต่อไปนี้

1. การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ช่องทาง และบริการใหม่ เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงของ เทคโนโลยี

2. การเพิ่มประสิทธิภาพของการดาเนินงานโดยการเปลี่ยนแปลงระบบสารสนเทศหลัก

3. การพัฒนาทรัพยากรบุคคลอย่างเป็นระบบ

4. การเปลี่ยนแปลงองค์กรเข้าสู่ยุคดิจิทัล

5. เตรียมความพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการรายงานทางการเงินของธุรกิจประกันชีวิต


ลักษณะการประกอบธุรกิจ

ประเภทผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต

1. การประกันชีวิตประเภทสามัญ (Ordinary Life Insurance)

เป็นการประกันชีวิตสาหรับผู้เอาประกันภัยรายบุคคล ซึ่งมุ่งเน้นตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของผู้เอาประกันภัยโดยผู้เอาประกันภัยสามารถวางแผน อนาคตเพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงได้อย่างสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของแต่ละบุคคลในทุกช่วงเวลาของชีวิต เพราะแผนการประกันชีวิตประเภทสามัญมีมากมาย หลายรูปแบบ แต่ละแบบจะมีลักษณะผลประโยชน์ด้านความคุ้มครองชีวิต ด้านการออมทรัพย์มีระยะเวลาเอาประกันภัย และระยะเวลาการชาระเบี้ยประกันภัยที่แตกต่าง กันออกไป ประกอบด้วย

1.1 การประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance)

เป็นการประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองระยะยาวตลอดชีพ ที่เน้นการให้ผลประโยชน์ด้านความคุ้มครองชีวิตเป็นหลัก หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตเมื่อใดใน ขณะที่กรมธรรม์ยังมีผลบังคับ บริษัทฯ จะจ่ายจานวนเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์หรือเมื่อผู้เอาประกันภัยยังมีชีวิตอยู่ครบกาหนดสัญญา เช่น อายุครบ 90 ปีก็ได้รับเงินเอาประกันภัยคืน ดังนั้น วัตถุประสงค์เบื้องต้นของการประกันชีวิตแบบตลอดชีพนี้ เพื่อสร้างกองทุนมรดก หรือจัดหาเงินทุนสาหรับจุนเจือบุคคลที่อยู่ใน อุปการะเมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตลง

1.2 การประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance)

เป็นการประกันชีวิตที่บริษัทฯ จะจ่ายจานวนเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยเมื่อยังมีชีวิตอยู่ครบกาหนดสัญญาหรือจ่ายเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้รับ ประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตในขณะที่กรมธรรม์มีผลบังคับอยู่ การประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์มีส่วนผสมของความคุ้มครองการเสียชีวิตและการออมทรัพย์ซึ่ง แบบประกันชีวิตนี้จะมุ่งเน้นการให้ผลประโยชน์ด้านการออมทรัพย์เป็นหลัก ดังนั้น การประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์จึงมีเงินคืนหลายรูปแบบ ทั้งเงินคืนในระหว่างสัญญา และเมื่อสัญญาครบกาหนดรวมถึงมีระยะเวลาสัญญาและชาระเบี้ยที่ระยะเวลาหลายหลายให้เลือกทาประกันตามวัตถุประสงค์ด้านการออมทรัพย์ของผู้เอาประกันภัย

1.3 การประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term Insurance)

เป็นการประกันชีวิตที่บริษัทฯ จะจ่ายจานวนเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตในขณะที่กรมธรรม์มีผลบังคับอยู่ โดยทั่วไป กรมธรรม์จะมีระยะเวลาความคุ้มครอง 5 ปี10 ปี15 ปี หรือ 18 ปี เป็นต้น ซึ่งแบบการประกันชีวิตจะมุ่งเน้นการให้ผลประโยชน์ด้านความคุ้มครองชีวิตเป็นหลัก ไม่มี ผลประโยชน์ของการออมทรัพย์เบี้ยประกันภัยจึงต่ ากว่าแบบประกันชีวิตประเภทสามัญอื่นๆ และไม่มีเงินคืนให้หากผู้เอาประกันภัยยังมีชีวิตอยู่ครบกาหนดสัญญา จึง เหมาะกับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองสูงแต่ชาระเบี้ยประกันภัยต่ า เพื่อเสริมสร้างกองทุนป้องกันไม่ให้เกิดภาระหนี้สินกับครอบครัวที่อยู่ข้างหลังหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ก่อนเวลาอันควร

1.4 การประกันชีวิตแบบบานาญ (Annuity Insurance)

เป็นการประกันชีวิตสาหรับผู้เอาประกันภัยที่ประสงค์จะวางแผนการออมเงินเพื่อสร้างหลักประกันทางรายได้ให้แก่ผู้เอาประกันภัยไว้ใช้จ่ายอย่างเพียงพอ หลังจากการเกษียณอายุ บริษัทฯ จะจ่ายผลประโยชน์เงินบานาญเป็นรายงวดอย่างสม่ าเสมอต่อเนื่องไปตลอดระยะเวลาสัญญา นับแต่ผู้เอาประกันภัยเกษียณอายุหรือมี อายุครบ 55 ปีหรือ 60 ปี แล้วแต่เงื่อนไขในกรมธรรม์ที่กาหนดไว้ทั้งนี้ การประกันชีวิตแบบบานาญจะไม่มีการจ่ายผลประโยชน์อื่นใดก่อนรับเงินบานาญ ยกเว้น ผลประโยชน์จากการเสียชีวิต ซึ่งบริษัทฯ จะจ่ายตามจานวนเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์

2. การประกันชีวิตประเภทกลุ่ม (Group Insurance)

2.1 ประกันชีวิตกลุ่มสวัสดิการ (Group Term Life)

เป็นการประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองกลุ่มสมาชิกภายใต้กรมธรรม์ฉบับเดียวกัน โดยทั่วไปจะเป็นสวัสดิการที่นายจ้างซื้อความคุ้มครองให้กับลูกจ้าง ปกติ นายจ้างจะเป็นผู้ชาระเบี้ยประกันภัยให้ทั้งหมด หรือช่วยจ่ายให้ครึ่งหนึ่ง แต่การประกันชีวิตกลุ่มนี้จะมีเงื่อนไข คือ สมาชิกผู้เอาประกันภัยร่วมกันตั้งแต่10 คนขึ้นไป หรือ ร้อยละ 75 ของจานวนพนักงานทั้งหมด ส่วนมากจะเป็นกลุ่มของพนักงานบริษัท กรมธรรม์เป็นสัญญาแบบปีต่อปี อัตราเบี้ยประกันภัยขึ้นอยู่กับทุนประกันภัย จานวน สมาชิก เพศ อายุเฉลี่ยของสมาชิกทั้งหมด ลักษณะธุรกิจ และหน้าที่การทางาน โดยจะคานวณเป็นอัตราเบี้ยประกันภัยอัตราเดียวสาหรับสมาชิกทุกคนในกลุ่มนั้นๆ ซึ่ง อัตราเบี้ยประกันภัยจะต่ ากว่าการประกันชีวิตประเภทสามัญ การชาระเบี้ยประกันภัยสามารถแบ่งชาระเป็นงวดรายเดือน ราย 3 เดือน หรือรายปีก็ได้

2.2 ประกันชีวิตกลุ่มคุ้มครองสินเชื่อ (Group Mortgage)

เป็นการประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันภัย (ผู้กู้) ที่มีภาระหนี้สินอยู่กับสถาบันการเงิน (เจ้าหนี้) โดยทั่วไปจะให้ความคุ้มครองกรณีการเสียชีวิตหรือการ ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง มีระยะเวลาความคุ้มครองและทุนประกันภัยที่สอดคล้องกับระยะยเวลาการผ่อนชาระและภาระหนี้สิน ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นระหว่าง การผ่อนชาระหนึ้กับผู้เอาประกันภัยและกรมธรรม์ยังมีผลบังคับ บริษัทฯ จะเป็นผู้ปลดหรือแบ่งเบาภาระหนี้สินค้างชาระแทนทายาทของผู้เอาประกันภัย เพื่อปกป้อง ครอบครัวที่อยู่ข้างหลังจากปัญหาหนี้สิน หรือการถูกยึดทรัพย์และเพื่อให้ผู้เอาประกันภัยมั่นใจได้ว่ากรรมสิทธ์ิในทรัพย์สินนั้นจะยังคงเป็นของทายาทและครอบครัว ต่อไป โดยสถาบันการเงิน (เจ้าหนี้) จะเป็นผู้ถือกรมธรรม์หลักและเป็นผู้รับผลประโยชน์ตามจานวนภาระหนี้คงค้างชาระที่ผู้เอาประกันภัยยังคงเหลืออยู่กับสถาบัน การเงินนั้นๆ


การบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน (Asset Liability Management: ALM)

บริษัท ทิพยประกันชีวิต จากัด (มหาชน) (บริษัทฯ) ตระหนักดีถึงการดาเนินธุรกิจประกันชีวิตต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เกิดจากการบริหารสภาพคล่อง และอัตราดอกเบี้ยเป็นสาคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้เงินกองทุน ตลอดจนความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงของบริษัท ดังนั้น เพื่อสร้างความสมดุลระหว่าง ผลตอบแทนที่คาดหวังและความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้บริษัทยึดมั่นในหลักการของการบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน (Asset Liability Management : ALM) ให้มี ความสอดคล้องกันมากที่สุด (Duration Matching) เพื่อให้มั่นใจว่าภาระผูกพันของผู้ถือกรมธรรม์ในอนาคต บริษัทสามารถจ่ายผลประโยชน์ได้อย่างครบถ้วน

บริษัทกาหนดแนวทางในการบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน ดังต่อไปนี้

1. กาหนดผู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน ได้แก่ คณะกรรมการบริษัท คณะกรรมการลงทุน คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง หน่วยงาน ลงทุน หน่วยงานคณิตศาสตร์หน่วยงานพัฒนาผลิตภัณฑ์หน่วยงานบริหารความเสี่ยง

2. กาหนดกลยุทธ์ในการบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน รวมถึงกาหนดระดับความเสี่ยงให้สอดคล้องกับนโยบาย และเป้าหมายทางธุรกิจ

3. จัดให้มีกระบวนการในการบริหารสินทรัพย์และหนี้สินกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบใหม่ ต้องมีการ ประเมินสินทรัพย์ในตลาดให้สอดคล้องกับรูปแบบของผลิตภัณฑ์เป็นต้น

4. จัดให้มีการรายงาน Duration Matching ของสินทรัพย์และหนี้สินอย่างสม่ าเสมอ เพื่อใช้ในการติดตามและประเมินความเสี่ยงของผลกระทบที่เกิดจากอัตรา ดอกเบี้ย


การบริหารจัดการประกันภัยต่อ (Reinsurance Management)

บริษัท ทิพยประกันชีวิต จากัด (มหาชน) (บริษัทฯ) ได้นาการประกันภัยต่อมาใช้ในการบริหารความเสี่ยงจากการรับประกันภัยให้เกิดประสิทธิภาพ และ พัฒนาวิธีการในการบริหารจัดการความเสี่ยงอันเกิดจากการรับประกันภัยให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทได้กาหนดกลยุทธ์การบริหารประกันภัยต่อ (Reinsurance Management Strategy) ตามหลักเกณฑ์ของสานักงาน คปภ. โดยสรุปสาระสาคัญได้ดังต่อไปนี้

1. ต้องสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้(Risk Appetite) ตามที่บริษัทกาหนด

2. กาหนดระดับความเสี่ยงสูงสุด (Risk Tolerance) ขีดจากัดในการรับความเสี่ยงภัยไว้เอง (Retention Limit) และจานวนความเสี่ยงภัยสุทธิ (Net Amount at risk)

3. กาหนดบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน

4. กาหนดประเภทการทาประกันภัยต่อและประเภทสัญญาประกันภัยต่อ

5. การกาหนดกลยุทธ์การบริหารประกันภัยต่อต้องเชื่อมโยงกับนโยบายการรับประกันภัย นโยบายการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้สอดคล้องกับการดารง เงินกองทุนของบริษัท

6. กาหนดกระบวนการในการติดตามผล เพื่อใช้ในการทบทวนและปรับปรุงกลยุทธ์การบริหารประกันภัยต่อให้เกิดความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น

7. มีการจัดการความเสี่ยงด้านเครดิตและสภาพคล่องทางการเงิน โดยการติดตามความมั่นคงทางการเงินของบริษัทรับประกันภัยต่อ ข้อกาหนดเงินถือและ หลักประกันสาหรับการประกันภัยต่อ ข้อกาหนดการจ่ายสินไหมทดแทนเร่งด่วน

8. บริษัทมีนโยบายไม่ทาประกันภัยต่อทางการเงิน (Financial Reinsurance) หรือการประกันภัยต่อแบบจากัด (Finite Reinsurance) และผลิตภัณฑ์การโอนความเสี่ยง ทางเลือก (Alternative Risk Transfer Products)


มูลค่า วิธีการ และสมมติฐานในการประเมินหนี้สินจากสัญญาประกันภัย

วิธีการประเมินหนี้สินจากสัญญาประกันภัยโดยบริษัทฯ แบ่งสัญญาประกันภัย ออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

1. สัญญาประกันภัยระยะยาว

สารองประกันภัยสาหรับสัญญาประกันภัยระยะยาว (Long-term technical reserves) เป็นมูลค่าสารองสะสมตั้งแต่เริ่มทาประกันถึงวันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน สาหรับกรมธรรม์ที่ยังมีผลบังคับ โดยบริษัทคานวณด้วยวิธีสารองประกันภัยแบบเบี้ยประกันภัยรวม (Gross Premium Valuation: GPV) ซึ่งคานึงถึงข้อมูลกระแสเงินสดรับและ กระแสเงินสดจ่ายในอนาคตโดยข้อสมมติฐานสาคัญที่ใช้ในการคานวณประกอบด้วย อัตรามรณะ อัตราการขาดอายุหรือเวนคืนกรมธรรม์อัตราค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขายและ บริหารงานซึ่งเป็นค่าประมาณการที่ดีที่สุดของภาระผูกพันตามสัญญาประกันภัย ณ ขณะนั้น (Best-estimate assumption) กระแสเงินสดเหล่านี้จะถูกคิดลดโดยใช้อัตราการคิดลด ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ปราศจากความเสี่ยง (Risk-free rate) ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในประกาศคณะกรรมการกากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เรื่องการ ประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันชีวิต โดยคานวณจากอัตราดอกเบี้ยถัวเฉลี่ยที่ถ่วงน้ าหนักจากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลไทยที่ไม่มีดอกเบี้ย (Zero Coupon Yield) ย้อนหลัง 8 ไตรมาสนับจากวันประเมิน

สมมติฐานต่าง ๆ ที่บริษัทนามาใช้ในการคานวณจะถูกกาหนดขึ้นตามประสบการณ์จริงของบริษัทและข้อมูลที่ใช้ในการกาหนดสมมติฐานได้ถูกตรวจสอบ ความถูกต้องกับงบการเงินเรียบร้อยแล้ว สาหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่งข้อมูลประสบการณ์ภายในยังไม่เพียงพอ ทางบริษัท จะใช้ข้อมูลของธุรกิจประกันชีวิตและข้อมูลของ ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันของบริษัทแทนโดยนามาปรับใช้ให้เหมาะสมเพื่อสะท้อนถึงลักษณะของผลิตภัณฑ์.

2. สัญญาประกันภัยระยะสั้น

สารองประกันภัยสาหรับสัญญาประกันภัยระยะสั้น (Short-term technical reserves) ได้แก่การประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล สัญญาเพิ่มเติมการประกัน อุบัติเหตุและสัญญาเพิ่มเติมการประกันสุขภาพ การคานวณมูลค่าสารองประกันภัยระยะสั้นประกอบด้วย

สารองค่าสินไหมทดแทน ประกอบด้วยค่าสินไหมทดแทนค้างจ่ายที่บริษัทได้รับรายงานความสูญเสียแล้ว และประมาณการค่าสินไหมของความสูญเสียที่ เกิดขึ้นแล้วแต่บริษัทยังไม่ได้รับรายงาน (IBNR: Incurred but not reported claim)

สารองเบี้ยประกันภัย (premium reserves) ค่าที่มากกว่าระหว่างสารองเบี้ยประกันภัยที่ยังไม่ตกเป็นรายได้(Unearned premium reserve) โดยคานวณการรับรู้รายได้เป็นแบบรายวัน (วิธีเศษหนึ่งส่วนสามร้อยหกสิบห้า) และสารองสาหรับความเสี่ยงภัยที่ยังไม่สิ้นสุด (Unexpired risk reserve) ซึ่งคานวณโดยวิธีการทาง คณิตศาสตร์ประกันภัยโดยใช้การประมาณการที่ดีที่สุดของค่าสินไหมทดแทนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะเวลาเอาประกันที่เหลืออยู่อ้างอิงจากข้อมูลในอดีต

ทั้งนี้สาหรับข้อมูลเชิงปริมาณให้มีรายละเอียด ดังนี้

หน่วยล้านบาท

หมายเหตุ

- ราคาบัญชีหมายถึง มูลค่าหนี้สินจากสัญญาประกันภัย ที่ประเมินตามมาตรฐานการบัญชีมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้นักลงทุนผู้วิเคราะห์ทาง การเงินเข้าใจถึงมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของหนี้สินจากสัญญาประกันภัยที่เป็นที่ยอมรับตามหลักการทางบัญชีในประเทศไทย ซึ่งมูลค่า ดังกล่าวจะต้องผ่านการรับรองจากผู้สอบบัญชีอนุญาตแล้ว

- ราคาประเมิน หมายถึง มูลค่าหนี้สินจากสัญญาประกันภัย ที่ประเมินตามประกาศคณะกรรมการกากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจ ประกันภัยว่าด้วยการประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันชีวิต เพื่อวัตถุประสงค์หลักในการกากับความมั่นคงทางการเงินของ บริษัทประกันภัยและเพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทความสามารถในการจ่ายผลประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยได้อย่างครบถ้วนแก่ผู้เอาประกันภัยซึ่ง จะต้องประเมินโดยนักคณิตศาสตร์ประกันภัยที่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนตามหลักการทางคณิตศาสตร์ประกันภัยที่ได้รับการยอมรับ สมมติฐานที่ใช้ในการประเมินจะต้องสอดคล้องกับประสบการณ์จริงหรือในกรณีที่บริษัทมีข้อมูลไม่เพียงพออาจอ้างอิงจากประสบการณ์ของ อุตสาหกรรมและปรับให้เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของพอร์ตการรับประกันภัยของบริษัทนั้น นอกจากนี้มูลค่าสารองประกันภัยดังกล่าว จะต้องรวมถึงค่าเผื่อความผันผวน (Provision of Adverse Deviation : PAD) ซึ่งให้เป็นไปตามที่สานักงาน คปภ. กาหนด

ข้อสังเกต ในบางช่วงเวลาของการรายงานทางการเงิน มูลค่าหนี้สินจากสัญญาประกันภัยอาจมีความแตกต่างระหว่างราคาบัญชีและราคา ประเมินของ อย่างมีนัยสาคัญ อันเนื่องมากจากวัตถุประสงค์และวิธีการที่แตกต่างกันในการประเมินตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ทั้งนี้ผู้ที่จะนาข้อมูล ไปใช้ควรศึกษาและทาความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์แนวทางการประเมินราคาหนี้สินจากสัญญาประกันภัยทั้งสองให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจ


การลงทุนของบริษัท

นโยบายและวัตถุประสงค์การลงทุนของบริษัท

คณะกรรมการกากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้เล็งเห็นถึงความสาคัญของการลงทุนและการประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทที่ ดาเนินธุรกิจประกันชีวิต ซึ่งเป็นธุรกรรมที่สาคัญต่อการดาเนินงานและความมั่นคงของบริษัท คณะกรรมการบริษัทฯ จึงในการให้ความสาคัญต่อการกาหนดนโยบาย การลงทุนและประกอบธุรกิจอื่นของบริษัท นโยบายการบริหารความเสี่ยงโดยรวม รวมถึงติดตามควบคุมการลงทุนและประกอบธุรกิจอื่น เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทมีการ ดาเนินการอย่างเหมาะสม เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และสอดคล้องกับภาระผูกพันที่มีต่อเจ้าหนี้ตามสัญญาประกันภัย บมจ.ทิพยประกันชีวิตจึงมีนโยบายการลงทุน ในการจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ โดยให้ความสาคัญในเรื่องของปลอดภัยของเงินต้นและอัตราผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุน เพื่อให้ลูกค้าและสังคมมีความ เชื่อมั่นต่อความแข็งแกร่งทางการเงินและความมั่นคงของบริษัทฯ ในภาพรวม

กระบวนการลงทุน

โครงสร้างการดาเนินการลงทุนของบริษัทฯ มีกรอบการดาเนินงานการลงทุนที่ประกอบด้วย

1. คณะกรรมการบริษัท มีหน้าที่พิจารณาอนุมัตินโยบายการลงทุน จัดให้มีกระบวนการติดตามสอดส่องผลการดาเนินงานด้านการลงทุน ระบบการควบคุมและ ตรวจสอบภายในที่เพียงพอ รวมถึงการจัดให้มีการทบทวนระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้(risk appetite) ของบริษัทฯ

2. คณะกรรมการลงทุน มีหน้าที่จัดทากรอบนโนบายลงทุน พิจารณาแผนการลงทุน กากับดูแลการลงทุนของบริษัทให้เป็นไปตามกรอบนโยบาย กากับดูแลในเรื่องธรร มาภิบาล อีกทั้งมีหน้าที่กากับดูแล ระบบงาน บุคลากร และข้อมูลที่ใช้ประกอบการลงทุนให้มีความเพียงพอต่อการดาเนินงาน

3. หน่วยงานการลงทุน โดยสายงานการลงทุนทาหน้าที่รับผิดชอบดูแลการลงทุนของบริษัท มีหน้าที่ดาเนินการด้านการลงทุนให้ได้ตามเป้าหมาย ภายใต้กรอบการ ลงทุนและนโยบายที่กาหนด

สมมติฐานและวิธีการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ลงทุน

บริษัทให้เกณฑ์สมมติฐานและวิธีการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ลงทุน ตามประกาศคณะกรรมการ คปภ. เรื่อง การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของ บริษัทประกันชีวิต ซึ่งโดยในภาพรวมจะใช้เกณฑ์การประเมินราคาทรัพย์สินตามราคา ณ สิ้นวัน เผยแพร่โดยหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงสาหรับสินทรัพย์แต่ละประเภท อาทิ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) และ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน

ทั้งนี้สาหรับข้อมูลเชิงปริมาณให้มีรายละเอียด ดังนี้

หน่วยล้านบาท

หมายเหตุ

- ราคาบัญชี หมายถึง สินทรัพย์และหนี้สิน ที่ประเมินตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน

- ราคาประเมิน หมายถึง สินทรัพย์และหนี้สินที่ประเมินตามประกาศคณะกรรมการกากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยว่าด้วยการประเมิน ราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันชีวิต เพื่อวัตถุประสงค์หลักในการกากับความมั่นคงทางการเงินของบริษัทประกันภัยและเพื่อให้มั่นใจว่า บริษัทมีความสามารถในการจ่ายผลประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยได้อย่างครบถ้วนแก่ผู้เอาประกันภัย

ติดต่อเรา

  • บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
  • 63/2 อาคาร บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
  • ชั้น 1,3,4,5 และ 6 ถนนพระราม 9
  • แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310
  • DLA Call Center
  • โทร. 0-2118-5555
  • โทรสาร 0-2118-5601